สาระน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพ รู้ทันโรคภัยก่อนจะมาถึงตัวคุณ
วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
วิธีแก้อาการสะอึกแบบง่ายๆ แต่น้อยคนทีรู้
อาการสะอึกอาจเกิดขึ้นช่วงสั้นๆ และหายไปได้เอง ใช้เวลาไม่กี่วินาทีไปจนถึง 2-3 นาที ซึ่งพบได้บ่อยๆ แต่หากสะอึกอยู่นานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวันๆ หรือสะอึกในขณะนอนหลับ อาจต้องหาสาเหตุว่ามาจากโรคของอวัยวะต่างๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น โรคเกี่ยวกับอวัยวะในช่องท้อง ในช่องปอด ในระบบสมองและประสาทส่วนกลาง เป็นต้น
คนส่วนใหญ่มักจะสะอึกหลังจากการรับประทานอาหารมากเกินไปหรือเร็วเกินไป หรือรับประทานอาหารที่ทำให้มีก๊าซมาก บางคนอาจเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือสูบบุหรี่มากเกินไป บางคนที่มีความตึงเครียดมากเกินไป ก็อาจเป็นสาเหตุของการสะอึกได้
เทคนิคหยุดอาการสะอึกมีหลายวิธี แต่มีการศึกษาชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา พบว่า การกลืนน้ำตาลทรายเปล่าๆ 1 ช้อนโต๊ะ สามารถแก้อาการสะอึกได้ถึง 19 คน จากจำนวน 20 คน
รอยช้ำโผล่ไม่รู้สาเหตุ ระวังมะเร็ง !
รอยช้ำเป็นจ้ำที่จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาบนผิวหนัง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ถูกกระแทกหรือบีบรัด หากถูกพบหลังจากตื่นนอน ความเชื่อเรื่องผีอำก็จะถูกยกมาเป็นสาเหตุของรอยช้ำปริศนา ทว่าระหว่าง 'ผี' กับ 'มะเร็ง' กลัวอะไรมากกว่ากันล่ะ ?วันนี้มีคำอธิบายรอยช้ำที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุบนผิวหนัง และคงไม่ใช่เพราะผีอำ
แต่เป็นสัญญาเตือนภัยสุขภาพว่า อาจเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน หากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษาก็มีโอกาสเสียชีวิตได้อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่รอยช้ำไม่รู้ที่มาเท่านั้น ที่จะสรุปว่า เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ยังต้องมีอาการอื่น ๆ ปรากฏร่วมด้วย
อาทิเช่น อ่อนเพลีย มีไข้อ่อนๆ หลายวันก็ยังไม่ลดไม่หาย เลือดออกตามไรฟัน ส่วนรอยช้ำที่เกิดขึ้นนั้นก็ยิ่งขยายใหญ่กว่าเดิมอีกเท่าตัวสำหรับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลูคิเมีย มีทั้งชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง โดยชนิดเฉียบพลันจะพบได้บ่อยกว่า โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในไขกระดูก ซึ่งมีเม็ดเลือดอยู่ 3 ชนิด คือ เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือดโรคนี้ถ้าเป็นแล้วจะส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดขาวมีการแบ่งตัวเพิ่มปริมาณมากกว่าปกติ
แต่กลับไม่สามารถเจริญเป็นเซลล์ที่แข็งแรง เหตุนี้เองทำให้ช่วงที่เม็ดเลือดขาวมีการแบ่งตัวมากกว่าปกติจะทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน อันตรายต่อสมอง หัวใจ และปอด แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงที่เม็ดเลือดขาวลดจำนวนลงเพราะความไม่สมบูรณ์ของเม็ดเลือดขาว เมื่อนั้นร่างกายจะขาดตัวทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย อันเป็นหน้าที่หลักของเม็ดเลือดขาว ส่งผลให้คนๆ นั้นมีภูมิต้านทานน้อย
เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคต่างๆ มีอาการไข้ และรู้สึกอ่อนเพลีย ขณะที่รอยช้ำเป็นจ้ำๆ ที่ขยายใหญ่ขึ้นนั้น เกิดจากการที่เส้นเลือดปริแตกจึงมีเลือดออกอยู่ใต้ผิวหนังและไม่ยอมหยุด สำหรับสาเหตุของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวไม่อาจสรุปสาเหตุที่แน่ชัดได้ แต่ทางการแพทย์สันนิษฐานว่า เกิดจากภาวะผิดปกติของพันธุกรรม และคนที่เป็นโรคทางพันธุกรรมบางอย่างมีโอกาสเป็นได้มากกว่าคนอื่นๆ
ส่วนการรักษา หลังจากแพทย์เจาะตรวจนับเม็ดเลือด เพื่อสำรวจความผิดปกติของเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือดแล้ว จะให้ผู้ป่วยรับประทานยา บางรายอาจต้องใช้เคมีบำบัดร่วมด้วย ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว คือ ระวังอย่าให้มีบาดแผล ระวังการชนหรือกระแทก เพราะเลือดจะออกได้ง่ายๆ
นอกจากนี้ยังต้องระวังการติดเชื้อเมื่อเป็นแผล
ประโยชน์ของน้ำดำๆในตัวหมึกที่คุณไม่รู้
หมึกกล้วย หมึกยักษ์ และ หมึกกระดอง ล้วนจัดอยู่ในกลุ่มพวกเซฟาโลพอด ซึ่งเป็นกลุ่มของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในน้ำเค็มที่มีหัวขนาดใหญ่ และ หนวดบางครั้ง ชาวประมงจะเรียกสัตว์กลุ่มนี้ว่า "ปลาหมึก" ตามความสามารถในการพ่นน้ำหมึก ซึ่งเป็นวิธีเอาตัวรอดของสัตว์ทะเลกลุ่มนี้ ปลาหมึกส่วนใหญ่มีถุงน้ำหมึกที่สร้าง
และบรรจุน้ำหมึกซึ่งประกอบไปด้วยเมลานินที่ความเข้มข้นสูง กรดอะมิโนอิสระ เอนไซม์ไทโรซิเนส และฮอร์โมนโดปามีน
ความหลากหลายทางองค์ประกอบในน้ำหมึกของหมึกชนิดต่างๆ ทำให้เกิดสีน้ำหมึกที่แตกต่างกัน เช่น สีดำจากหมึกยักษ์ สีน้ำเงินดำจากหมึกกล้วย และสีน้ำตาลจากหมึกกระดอง เมื่อถูกคุกคาม ปลาหมึกจะพ่นส่วนผสมระหว่างหมึกและน้ำออกมายังทิศทางของผู้ล่าเพื่อเป็นกลไกการหลบหนี สารเมลานินจะทำให้น้ำเป็นสีขุ่นเข้ม ในขณะที่เอนไซม์ไทโรซิเนสระคายเคืองตา และบดบังความสามารถในการรับกลิ่นของศัตรูไปชั่วขณะหนึ่ง ทำให้ปลาหมึกสามารถหลบหนีการไล่ล่าจากศัตรูได้
ที่น่าประหลาดใจก็คือ ปลาหมึกไม่ใช่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่ได้รับประโยชน์จากน้ำหมึกของมันเนื่องจาก มนุษย์เองก็ได้นำน้ำหมึกมาใช้ในด้านต่างๆ เช่นกัน การใช้ประโยชน์จากน้ำหมึกที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือในอาหารแถบเมดิเตอร์เรเนียน ที่มีการผสมน้ำหมึกลงไปในเส้นพาสต้าหรือข้าวเพื่อให้อาหารนั้นมีสีเข้มที่เป็นเอกลักษณ์และรสเค็ม นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบประโยชน์อื่นๆ ของน้ำหมึก เช่น การใส่น้ำหมึกลงในอาหารไก่จะเพิ่มภูมิคุ้มกันและอัตราการโตของไก่เนื้อ
และที่สำคัญที่สุด สารที่สกัดจากน้ำหมึกของปลาหมึกกล้วยยังสามารถชะลอการเจริญเติบโตของเนื้องอกและยับยั้งการเคลื่อนที่ของเซลล์มะเร็งซึ่งมีความเป็นไปได้ที่มันจะถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ยิ่งประโยชน์ของน้ำหมึกถูกค้นพบมากขึ้นเท่าไร เราก็คงได้แต่หวังว่ามันจะไม่ทำให้ปลาหมึกถูกจับมากขึ้นเพื่อสกัดเอาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากน้ำหมึกของมัน เพราะคงจะเป็นตลกร้ายต่อธรรมชาติอยู่ไม่น้อย หากสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อความอยู่รอดของปลาหมึก จะกลายเป็นสาเหตุแห่งความตายของมัน
คอลัมน์ Science Zone
ผู้เขียน วนนิตย์ (I Get English Magazine)
สาระน่ารู้ โรคความดันโลหิตสูง
สมุนไพร 39 ชนิด ผ่านการวิจัยแล้ว ลดความดันโลหิตสูงได้
ส่วนของพืชสมุนไพร - วิธีใช้ เพื่อ ลดความดันโลหิตสูง
1. กระถินไทย วิธีใช้ นำเมล็ดมาบดเป็นผง หรือคั่วกินเป็นอาหารปกติ ยอดและฝักอ่อนจิ้มน้ำพริกเป็นอาหาร
2.กระเทียม วิธีใช้ ให้กินกระเทียมสด 5-7 กลีบ/วันเป็นประจำโดยสับให้ละเอียด กินวันละประมาณ 2 ช้อนชา(10กรัม) กินร่วมกับอาหารอื่นๆ
3. กล้วย ส่วนที่ใช้ ใบกล้วย ผลกล้วยสุก วิธีใช้ นำใบกล้วยตากแห้ง หั่นย่อยมามวนเป็นบุรี่สูบหรือผลกล้วยสุกกินเป็นของว่าง
4.กะเพรา ส่วนที่ใช้ ใบและยอด วิธีใช้ ใบกะเพรา แห้งป่นเป็นผง ชงกับน้ำดื่ม
5. กานพลู วิธีใช้ นำดอกมาปรุงเป็นอาหาร เป็นเครื่องเทศปรุงรสอาหาร
6. กุหลาบ วิธีใช้ นำส่วนดอก กุหลาบมาต้มดื่ม ตอนเช้า
7. เก็กฮวย วิธีใช้ นำดอกเก็กฮวย 1 หยิบมือ มาต้มน้ำ 3 แก้ว ใช้ดื่มแทนน้ำตลอดวัน
8. โกโก้ วิธีใช้ นำเม็ดโกโก้ ที่คั่วแห้งมาเป็นเครื่องดื่มยามว่างหรือทำเป็นช็อคโกแลต ผสมอาหาร
9. ข้าว ส่วนที่ใช้ เมล็ดข้าว วิธีใช้ นำเมล็ดข้าวมาป่นคั่วแห้ง ชง น้ำดื่มเช้า-เย็น
10. ขิง วิธีใช้ ใช้ขิงสดเอามาฝาน ต้มกับน้ำหรือผงแห้งชงกับน้ำดื่ม
11.ขี้เหล็ก ส่วนที่ ดอกและใบ วิธีใช้ ดอกสด 1 กำมือ(ต้มน้ำ 3ถ้วย นาน
15 นาที นำมาดื่ม เช้า-เย็น
12. คึ่นไฉ่ ส่วนที่ใช้ ต้น ใบ ราก วิธีใช้ ตำรายาพื้นบ้าน ให้ใช้โดยเอามาต้นสดคั้นเพาะน้ำ หรือกินทั้งต้น พร้อมอาหาร หรือใช้ใบและต้นสดขนาด 1-2 กำมือ ตำให้ละเอียด ต้มน้ำดื่มครั้งละ 1- 2ช้อนโต๊ะ วันละ 2 ครั้งก่อนอาหาร
13. งา วิธีใช้ นำเมล็ดงา มาปั่นกับน้ำเต้าหู้ ดื่มทุกเช้า หรือผสมเมล็ดงาคั่วในขนมต่างๆ
14. จำปา วิธีใช้ นำดอกจำปา มาต้มน้ำดื่มตอนเช้า
15. ชา วิธีใช้ ใบแห้ง 1 หยิบมือ ชงน้ำร้อน 1-2 แก้ว ทิ้งไว้ 5- 10 นาที นำมาจิบบ่อยๆดื่มต่างน้ำ
16.เดือย วิธีใช้ นำลูกเดือยมาต้มเป็นของว่าง
17. ตะไคร้ ส่วนที่ใช้ ต้นแก่ (ตัดใบทิ้ง)หรือ เหง้าแก่ มีน้ำมันหอมระเหยปริมาณสูง ตำรายาไทยให้เป็นยา ขับปัสสาวะ น้ำสกัดต้นมีฤทธิ์ ลดความดันโลหิตได้ ขับปัสสาวะอย่างอ่อนและลดการอักเสบ
ขนาดและ วิธีใช้
ต้นสด วันละ 1 กำมือ หรือหนัก 40-60 กรัม ต้มกับน้ำ 3-4 ถ้วย แบ่งดื่ม วันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา (7.5 มิลลิลิตร ) ก่อนอาหาร
เหง้า ฝานเป็นแวนบางๆ คั่วไฟอ่อนพอเหลือง ครั้งละ 1 หยิบมือ ชงกับน้ำ
1 ถ้วยชา รินเฉพาะส่วนใส ดื่มจนหมด วันละ 3 ครั้ง เมื่อปัสสาวะคล่องให้หยุดยา
18. ถั่วดำ วิธีใช้ นำเมล็ดถั่วดำ มาต้มน้ำดื่ม หรือกินเมล็ดด้วย เช้า -เย็น
19. ถัวเหลือง วิธีและปริมาณที่ใช้ เมล็ด ถั่วเหลืองแห้ง 30-90 กรัม ต้มน้ำดื่มหรือบดเป็นผง กิน เปลือกเมล็ดแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน
20. ทับทิม ส่วนที่ใช้ น้ำจากผลทับทิม (เยื้อหุ้มเมล็ด) วิธีใช้ นำน้ำทับทิมที่คั้นจากผลทับทิมได้มาดื่มวันละ 50 ซีซี
21. ทานตะวัน วิธีใช้ นำน้ำมันจากเมล็ดทานตะวัน มาใช้ปรุงอาหาร หรือ ใช้เมล็ดทานตะวันคั่วแห้งกินเป็นของว่าง
22. บัวบก ส่วนที่ใช้ ทั้งต้น วิธีใช้ ใช้ทั้งต้นสด 30- 40กรัม คั้นน้ำจากต้นสด เติมน้ำตาลเล็กน้อย
23. ผักกาดหอม วิธีใช้ นำใบผักกาดหอมมากินเป็นอาหาร
24. ผักชีฝรั่ง ส่วนที่ใช้ ทั้งต้น /เมล็ด วิธีใช้ นำต้นผักชีฝรั่ง 1 กำมือ ต้มน้ำดื่ม หรือนำเมล็ดผักชีฝรั่งมาบดเป็นผงชงน้ำร้อนดื่มตอนเช้าๆ
25.พริกไทยดำ วิธีใช้ ใช้เมล็ดพริกไทยดำมาปรุงอาหาร
26. พริกหยวก ส่วนที่ใช้ ผล /ใบ วิธีใช้ นำผลพริกหยวก มาผัดปรุงรสอาหาร หรือนำใบ 1 กำมือมาต้มดื่ม
27. พลูคาว วิธีใช้นำใบ ต้นพลูคาว 7 ใบมาคั้นน้ำดื่ม เช้า-เย็น
28. ฟักทอง วิธีใช้ นำเมล็ดฟักทอง มากินเป็นของว่าง
29. มะกรูด วิธีใช้ นำใบมะกรูด 7-10 ใบ นำมาต้มน้ำดื่ม เช้า -เย็น
30. มะเฟือง วิธีใช้ ผลนำมาคั้นน้ำดื่ม 1-2 ผล เช้า-เย็น
31. มะไฟ วิธีใช้ นำผลมะไฟ มากิน เช้า-เย็น
32. มะละกอ วิธีใช้ นำผลสุกมากินเป็นอาหาร หรือนำผลดิบ 1 ผล/น้ำ 1 ลิตร ต้มน้ำดื่มแทนน้ำ
33. มะลิ วิธีใช้ นำดอก /ใบ 1 กำมือ ต้มน้ำดื่ม เช้า -เย็น
34. มันฝรั่ง วิธีใช้นำหัวมันฝรั่ง มาปรุงเป็นอาหาร
35. ยอบ้าน วิธีใช้ นำผลโตเต็มที่ไม่สุก มาคั้นน้ำดื่ม ผสมเกลือและมะนาว เพื่อเพิ่มรส ดื่มเช้า-เย็น
36. สะระแหน่ วิธีใช้ นำใบสะระแหน่ 1 กำมือมาปั่นหรือต้มน้ำดื่มตอนเช้า-เย็น
37. หอมใหญ่ วิธีใช้ หัวหอมใหญ่ เป็นเครื่องเทศที่เผ็ดร้อนใช้แต่งกลิ่นอาหารได้หลายชนิด
38. โหระพา วิธีใช้ นำทั้งใบต้น 1กำมือต้มน้ำดื่มหรือนำใบมาปรุงเป็นอาหาร
39. องุ่น วิธีใช้ ผล จำนวนพอควรคั้นน้ำเป็นเครื่องดื่ม
ทำความรู้จักกับต้นทุเรียนเทศ (Sour Sop)
ทุเรียนเทศ (Sour Sop) เป็นพืชในวงศ์เดียวกับ น้อยหน่า จำปี นมแมว กระดังงา เป็นไม้
ผลเขตร้อนที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกากลาง เริ่มแพร่กระจายไปสู่พื้นที่เขตร้อนทั่วโลก
ราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 และแพร่กระจายมายังประเทศฟิลิปปินส์รวมทั้งประเทศใน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนักเดินเรือชาวสเปน
ทุเรียนเทศจัดเป็นผลไม้หลังบ้านที่ขาดการให้ความสำคัญทางเศรษฐกิจใน
ประเทศไทยและ พบปลูกกันมากในภาคใต้ของประเทศไทย ในประเทศมาเลเซียและ
สิงคโปร์พบว่าทุเรียนเทศได้หายไปจากตลาดท้องถิ่น แต่กลับพบทุเรียนเทศในรูปของ
ผลผลิตเชิงอุตสาหกรรมเกษตร เช่น น้ำทุเรียนเทศเข้มข้น และน้ำทุเรียนเทศบรรจุกล่อง
พร้อมดื่ม ในร้านขายเครื่องดื่มแถวรัฐปีนังของประเทศมาเลเซียจะมีเครื่องดื่มน้ำทุเรียน
เทศขายปะปนกับน้ำผลไม้ชนิดอื่นๆ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Annona muricata Linn.
วงศ์ ANNONACEAE
ชื่อสามัญ ทุเรียนเทศ
ชื่อสามัญ(อังกฤษ) Sour Sop, Durian belanda
ชื่อท้องถิ่น ทุเรียนน้ำ (ภาคใต้), ทุเรียนแขก (ภาคกลาง), มะทุเรียน (ภาคเหนือ
ลักษณะ ทุเรียนเทศเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ผลคล้ายทุเรียนสีเขียวสด แต่เปลือกไม่มีหนามแหลมและนิ่มเมื่อสุก ดอกมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยวส่งกลิ่นหอมตั้งแต่ช่วงบ่าย เนื้อในผลมีรสหวานอมเปรี้ยวเป็นเส้นใยเกาะกันเหนียวแน่น
เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กแตกกิ่งก้านค่อนข้างมาก ลำต้นมีความสูง 5 – 6 เมตร
ใบ เป็นใบเดี่ยว ค่อนข้างหนา ใบเรียงสลับกันไปในระนาบเดียวกับกิ่ง ใบมีรูปร่างรี
ผิวใบอ่อนเป็นมัน เมื่อฉีกใบจะได้กลิ่นเหม็นเขียวฉุนจัด
ดอก เป็นดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ห้อยลงที่ซอกใบ อยู่รวมกัน 3 - 4 ดอก กลีบเป็นรูป
สามเหลี่ยมหนาแข็ง จำนวน 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น ๆ ละ 3 กลีบ มีสีเหลืองแกมเขียว ออกดอกตลอดทั้งปี มีกลิ่นหอมอมเปรี้ยวส่งกลิ่นหอมตั้งแต่ช่วงบ่าย
ผล มีสีเขียวรูปกลมรี มีหนามนิ่มที่เปลือกผล ผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 - 20
เซนติเมตร ยาว 15 - 30 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 0.5 – 3.0 กิโลกรัม ภายในมีเนื้อคล้ายน้อยโหน่ง สีขาว มีรสเปรี้ยว รสหวานเล็ก น้อย เนื้อจะไม่แยกแต่ละเมล็ดเป็นหนึ่งตาเหมือนน้อยหน่า ถ้าผลดิบมีรสอมเปรี้ยว และมีรส มันเล็กน้อย
เมล็ด แก่สีน้ำตาลดำ หุ้มด้วยเนื้อสีขาว
การปลูก
ทุเรียนเทศชอบดินร่วน มีความชุ่มชื้น ระบายน้ำได้ดี มีแสงแดดครึ่งวันถึงรำไร นิยม
ปลูกเป็นไม้ประดับในบ้าน ในการปลูกเป็นการค้านิยมปลูกในประเทศมาเลเซีย โดยมี
ระยะปลูก 4 + 4 เมตร ให้ผลได้ในปีที่ 4 ได้ผลผลิตประมาณ 1.5 – 2 ตันต่อไร่ต่อปี
การขยายพันธุ์
การเพาะเมล็ดทำได้โดยการนำเมล็ดมาเพาะ เมล็ดจะงอกภายใน 7 วัน แต่ต้น
กล้าจะโตช้าและออกดอกเมื่อมีอายุไม่ต่ำกว่า 3 ปี จึงนิยมขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอด และทาบกิ่ง
โรคและเเมลง
อยู่ระหว่างศึกษา
การใช้ประโยชน์
ทุเรียนเทศนิยมนำมาประกอบเป็นอาหาร ในประเทศไทยนำผลแก่มา
รับประทาน ในภาคใต้นิยมนำผลอ่อนมาทำแกงส้มและเชื่อม ในประเทศฟิลิปปินส์
และอินโดนีเซีย นิยมนำผลอ่อนที่เมล็ดยังไม่แข็งมารับประทานเป็นผัก ผลแก่นำมาทำ
ขนมหวาน เช่น นำเนื้อมาผสมในไอศกรีม เครื่องดื่มนมผสมผลไม้รวม เยลลี่ น้ำผลไม้
ในประเทศมาเลเซีย มีการทำน้ำทุเรียนเทศอัดกระปํอง ซึ่งได้รับความนิยมมาก เนื่องจาก ทุเรียนเทศประกอบด้วย แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามิน เอ วิตามิน ซี นำตาลและ
กรดอินทรีย์อีกหลายชนิด
การตลาด
ทุเรียนเทศมีขายในตลาดนัดท้องถิ่นตามฤดูกาล แต่ไม่พบบ่อยนักอาจจะเนื่องมาจากขาดความคุ้นเคยและความตระหนักถึงคุณค่า ตลอดจนการแข่งขันกับผลไม้ชนิดอื่นๆในฤดูกาลเดียวกัน นอกจากนี้เนื้อในทุเรียนเทศแกะรับประทานยาก จึงนิยมนำไปแปรรูปในลักษณะไอศกรีม น้ำผลไม้ ดังเช่นที่เป็นที่นิยมในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ผลทุเรียนเทศที่วางขายในตลาดนัดคณะทรัพยากรธรรมชาติในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2549
ผลเขตร้อนที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกากลาง เริ่มแพร่กระจายไปสู่พื้นที่เขตร้อนทั่วโลก
ราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 และแพร่กระจายมายังประเทศฟิลิปปินส์รวมทั้งประเทศใน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนักเดินเรือชาวสเปน
ทุเรียนเทศจัดเป็นผลไม้หลังบ้านที่ขาดการให้ความสำคัญทางเศรษฐกิจใน
ประเทศไทยและ พบปลูกกันมากในภาคใต้ของประเทศไทย ในประเทศมาเลเซียและ
สิงคโปร์พบว่าทุเรียนเทศได้หายไปจากตลาดท้องถิ่น แต่กลับพบทุเรียนเทศในรูปของ
ผลผลิตเชิงอุตสาหกรรมเกษตร เช่น น้ำทุเรียนเทศเข้มข้น และน้ำทุเรียนเทศบรรจุกล่อง
พร้อมดื่ม ในร้านขายเครื่องดื่มแถวรัฐปีนังของประเทศมาเลเซียจะมีเครื่องดื่มน้ำทุเรียน
เทศขายปะปนกับน้ำผลไม้ชนิดอื่นๆ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Annona muricata Linn.
วงศ์ ANNONACEAE
ชื่อสามัญ ทุเรียนเทศ
ชื่อสามัญ(อังกฤษ) Sour Sop, Durian belanda
ชื่อท้องถิ่น ทุเรียนน้ำ (ภาคใต้), ทุเรียนแขก (ภาคกลาง), มะทุเรียน (ภาคเหนือ
ลักษณะ ทุเรียนเทศเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ผลคล้ายทุเรียนสีเขียวสด แต่เปลือกไม่มีหนามแหลมและนิ่มเมื่อสุก ดอกมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยวส่งกลิ่นหอมตั้งแต่ช่วงบ่าย เนื้อในผลมีรสหวานอมเปรี้ยวเป็นเส้นใยเกาะกันเหนียวแน่น
เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กแตกกิ่งก้านค่อนข้างมาก ลำต้นมีความสูง 5 – 6 เมตร
ใบ เป็นใบเดี่ยว ค่อนข้างหนา ใบเรียงสลับกันไปในระนาบเดียวกับกิ่ง ใบมีรูปร่างรี
ผิวใบอ่อนเป็นมัน เมื่อฉีกใบจะได้กลิ่นเหม็นเขียวฉุนจัด
ดอก เป็นดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ห้อยลงที่ซอกใบ อยู่รวมกัน 3 - 4 ดอก กลีบเป็นรูป
สามเหลี่ยมหนาแข็ง จำนวน 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น ๆ ละ 3 กลีบ มีสีเหลืองแกมเขียว ออกดอกตลอดทั้งปี มีกลิ่นหอมอมเปรี้ยวส่งกลิ่นหอมตั้งแต่ช่วงบ่าย
ผล มีสีเขียวรูปกลมรี มีหนามนิ่มที่เปลือกผล ผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 - 20
เซนติเมตร ยาว 15 - 30 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 0.5 – 3.0 กิโลกรัม ภายในมีเนื้อคล้ายน้อยโหน่ง สีขาว มีรสเปรี้ยว รสหวานเล็ก น้อย เนื้อจะไม่แยกแต่ละเมล็ดเป็นหนึ่งตาเหมือนน้อยหน่า ถ้าผลดิบมีรสอมเปรี้ยว และมีรส มันเล็กน้อย
เมล็ด แก่สีน้ำตาลดำ หุ้มด้วยเนื้อสีขาว
การปลูก
ทุเรียนเทศชอบดินร่วน มีความชุ่มชื้น ระบายน้ำได้ดี มีแสงแดดครึ่งวันถึงรำไร นิยม
ปลูกเป็นไม้ประดับในบ้าน ในการปลูกเป็นการค้านิยมปลูกในประเทศมาเลเซีย โดยมี
ระยะปลูก 4 + 4 เมตร ให้ผลได้ในปีที่ 4 ได้ผลผลิตประมาณ 1.5 – 2 ตันต่อไร่ต่อปี
การขยายพันธุ์
การเพาะเมล็ดทำได้โดยการนำเมล็ดมาเพาะ เมล็ดจะงอกภายใน 7 วัน แต่ต้น
กล้าจะโตช้าและออกดอกเมื่อมีอายุไม่ต่ำกว่า 3 ปี จึงนิยมขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอด และทาบกิ่ง
โรคและเเมลง
อยู่ระหว่างศึกษา
การใช้ประโยชน์
ทุเรียนเทศนิยมนำมาประกอบเป็นอาหาร ในประเทศไทยนำผลแก่มา
รับประทาน ในภาคใต้นิยมนำผลอ่อนมาทำแกงส้มและเชื่อม ในประเทศฟิลิปปินส์
และอินโดนีเซีย นิยมนำผลอ่อนที่เมล็ดยังไม่แข็งมารับประทานเป็นผัก ผลแก่นำมาทำ
ขนมหวาน เช่น นำเนื้อมาผสมในไอศกรีม เครื่องดื่มนมผสมผลไม้รวม เยลลี่ น้ำผลไม้
ในประเทศมาเลเซีย มีการทำน้ำทุเรียนเทศอัดกระปํอง ซึ่งได้รับความนิยมมาก เนื่องจาก ทุเรียนเทศประกอบด้วย แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามิน เอ วิตามิน ซี นำตาลและ
กรดอินทรีย์อีกหลายชนิด
การตลาด
ทุเรียนเทศมีขายในตลาดนัดท้องถิ่นตามฤดูกาล แต่ไม่พบบ่อยนักอาจจะเนื่องมาจากขาดความคุ้นเคยและความตระหนักถึงคุณค่า ตลอดจนการแข่งขันกับผลไม้ชนิดอื่นๆในฤดูกาลเดียวกัน นอกจากนี้เนื้อในทุเรียนเทศแกะรับประทานยาก จึงนิยมนำไปแปรรูปในลักษณะไอศกรีม น้ำผลไม้ ดังเช่นที่เป็นที่นิยมในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ผลทุเรียนเทศที่วางขายในตลาดนัดคณะทรัพยากรธรรมชาติในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2549
ประโยชน์ของน้ำมะนาว
มีกรดอินทรีย์หลายชนิดเช่นกรดซิตริกกรดมาลิควิตามินซี
ซึ่งได้จากน้ำมะนาวส่วนน้ำมันหอมระเหยจากผิวมะนาว นำมาทาบริเวณข้อศอกคางเข่าฝ่าเท้าส้นเท้า สิวจะค่อย ๆ ยุบหายไปในที่สุด ผลสดผิวมะกรูดหอมร้อนแก้ลมบำรุงหัวใจหน้ามืดขับระดูขับลมส่วนผลที่มีรสเปรี้ยวก็ใช้ขับเสมหะฟอกเลือดสระผมขจัดรังแครากใช้แก้พิษฝีภายในใบแก้ช้ำในดับกลิ่นคาวเป็นต้น่ทางด้านความ เชื่อ เชื่อกันว่าจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความสุข
ผัก 10 ชนิด... ที่ไม่กินไม่ได้แล้ว
1. ผักกาดขาว : ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ แก้ไอ มีโฟเลตสูง ช่วยบำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์
2. ต้นหอม : มีน้ำมันหอมระเหย ช่วยบรรเทาอาการหวัด และมีสารฟลาโลนอยด์ช่วยต้านมะเร็ง
3. หอมหัวใหญ่ : ช่วยลดอาการของโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
4. คะน้า : มีแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และมะเร็ง
5. ตำลึง : มีวิตามินเอสูง ซึ่งดีต่อดวงตา พร้อมเส้นใยจับไนเตรต ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร
6. มะระ : มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อนๆ ถ้านำมาคั้นน้ำดื่มจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
7. บัวบก : มีวิตามินบีสูง ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย บำรุงสมองและความจำ บำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบ
8. ชะอม : ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำไส้ มีเส้นใยคอยจับอนุมูลอิสระ
9. ถั่วพู : มีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารช่วยย่อยกรดไขมันอิ่มตัว
10. ผักชี : ช่วยขับลม บำรุงธาตุ ย่อยอาหาร มีน้ำมันหอมระเหย แก้หวัด มีวิตามินเอและซีสูง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






.jpg)